กรุงเทพมหานคร 095-205-3751 contact@kerwinvance.com

เลือกโปรแกรมบัญชีออนไลน์หรือ ERP อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ

เลือกโปรแกรมบัญชีออนไลน์หรือ ERP อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ

เมื่อธุรกิจโตขึ้น โปรแกรมบัญชีที่เคยใช้ได้ดีอาจเริ่มไม่พอ เช่น ต้องกรอกข้อมูลซ้ำระหว่างฝ่ายขาย คลังสินค้า และบัญชี หรือรอปิดงบนานเพราะข้อมูลอยู่คนละที่ คำถามที่ตามมาคือควรเปลี่ยนเป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ตัวใหม่ หรือถึงเวลาลงทุนกับระบบ ERP แล้ว

บทความนี้สรุปความต่างของสองทางเลือก เกณฑ์ที่ควรใช้ตัดสินใจ และขั้นตอนย้ายระบบที่ช่วยลดความเสี่ยงที่งานจะสะดุด

แผนภาพ 4 ขั้นของการเลือกและย้ายระบบบัญชี ตั้งแต่สำรวจกระบวนการ เปรียบเทียบตัวเลือก ทดสอบ จนถึงใช้งานจริง
เลือกระบบจากกระบวนการทำงานจริงก่อน แล้วจึงเปรียบเทียบฟังก์ชันและราคา

โปรแกรมบัญชีออนไลน์กับ ERP ต่างกันอย่างไร

ประเด็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ระบบ ERP
ขอบเขตงานบัญชี ภาษี ออกเอกสารขายและซื้อเชื่อมงานหลายฝ่าย เช่น ขาย จัดซื้อ คลัง ผลิต และบัญชี
เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางที่กระบวนการไม่ซับซ้อนธุรกิจที่มีหลายสาขา มีสต็อกหรือการผลิต และต้องการข้อมูลรวมศูนย์
ระยะเวลาเริ่มใช้ไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์หลายเดือน ขึ้นกับขอบเขตงาน
ต้นทุนค่าสมาชิกรายเดือนหรือรายปีค่าลิขสิทธิ์ ค่าติดตั้ง และค่าดูแลระบบ

8 เกณฑ์ที่ควรใช้เลือกระบบ

  1. รองรับภาษีไทย: ออกรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.พ.30 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ได้ รวมถึงรองรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์หากมีแผนจะใช้
  2. สิทธิ์ผู้ใช้และประวัติการแก้ไข: กำหนดได้ว่าใครสร้าง อนุมัติ หรือแก้เอกสารใด และเก็บประวัติว่าใครแก้อะไรเมื่อไร
  3. การเชื่อมต่อ: นำเข้ารายการเดินบัญชีธนาคาร เชื่อมระบบขายหน้าร้านหรือร้านค้าออนไลน์ และมีช่องทางเชื่อมต่อแบบ API
  4. สินค้าคงคลังและต้นทุน: คำนวณต้นทุนขายตามวิธีที่กิจการใช้ และติดตามสต็อกหลายคลังได้หากจำเป็น
  5. รายงานผู้บริหาร: ดูผลแยกตามสาขา โครงการ หรือสายผลิตภัณฑ์ได้โดยไม่ต้องทำตารางเพิ่มเอง
  6. ความปลอดภัยและการสำรองข้อมูล: มีการยืนยันตัวตนหลายขั้น เข้ารหัสข้อมูล และนโยบายสำรองข้อมูลที่ชัดเจน
  7. ส่งออกข้อมูลได้: ดึงข้อมูลทั้งหมดออกมาในรูปแบบมาตรฐานได้ เพื่อไม่ผูกติดกับผู้ให้บริการรายเดียว
  8. ต้นทุนรวมระยะยาว: คิดค่าใช้จ่ายตลอด 3 ถึง 5 ปี ทั้งค่าผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น ค่าโมดูลเสริม และค่าอบรม

สัญญาณว่าถึงเวลาเปลี่ยนไปใช้ ERP

  • ทีมต้องกรอกข้อมูลเดียวกันซ้ำในหลายโปรแกรมทุกวัน
  • ตัวเลขสต็อกในระบบไม่ตรงกับของจริงบ่อยครั้ง
  • การปิดงบรายเดือนใช้เวลานานเพราะต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง
  • ผู้บริหารต้องรอรายงานหลายวันกว่าจะตัดสินใจได้

ขั้นตอนย้ายระบบให้ราบรื่น

  1. สำรวจกระบวนการจริง: เขียนขั้นตอนตั้งแต่รับคำสั่งซื้อจนถึงรับชำระเงิน และจุดที่มีปัญหาในปัจจุบัน
  2. เปรียบเทียบตัวเลือก: ให้ผู้ขายสาธิตกับสถานการณ์จริงของธุรกิจ ไม่ใช่ตัวอย่างสำเร็จรูป
  3. ทำความสะอาดข้อมูลหลัก: รายชื่อลูกค้า ผู้ขาย สินค้า และผังบัญชีควรถูกตรวจและตัดรายการซ้ำก่อนย้าย
  4. กำหนดยอดยกมา: เลือกวันเริ่มใช้ที่ตรงกับต้นงวด เช่น ต้นเดือนหรือต้นปีบัญชี และยืนยันยอดยกมากับงบทดลอง
  5. ทดสอบคู่ขนาน: ใช้ระบบเดิมและระบบใหม่พร้อมกันอย่างน้อยหนึ่งรอบการปิดบัญชี แล้วเทียบผล
  6. อบรมและกำหนดผู้รับผิดชอบ: ผู้ใช้แต่ละฝ่ายควรรู้ว่าตนต้องบันทึกอะไรและตรวจอะไร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เลือกจากราคาหรือจำนวนฟังก์ชันโดยไม่ดูกระบวนการของตนเอง
  • ย้ายข้อมูลเก่าที่ผิดพลาดเข้าระบบใหม่ทั้งหมด
  • ปรับแต่งระบบมากเกินไปจนอัปเดตเวอร์ชันใหม่ได้ยาก
  • ไม่มีผู้รับผิดชอบโครงการฝั่งธุรกิจที่ตัดสินใจได้

คำถามที่พบบ่อย

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ปลอดภัยหรือไม่

ผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานมักเข้ารหัสข้อมูลและสำรองข้อมูลให้อยู่แล้ว แต่กิจการยังต้องดูแลฝั่งตนเอง เช่น เปิดการยืนยันตัวตนหลายขั้น กำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ และปิดบัญชีของพนักงานที่ลาออกทันที

ย้ายระบบกลางปีบัญชีได้หรือไม่

ทำได้ หากยกยอดคงเหลือ ณ วันเริ่มใช้ให้ถูกต้องและเก็บข้อมูลของงวดก่อนหน้าไว้ตรวจสอบ แต่การเริ่มต้นปีบัญชีมักทำให้เปรียบเทียบข้อมูลและปิดงบประจำปีได้ง่ายกว่า

ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ ERP หรือไม่

ไม่เสมอไป หากกระบวนการยังไม่ซับซ้อน โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่เชื่อมกับธนาคารและระบบขายได้ก็เพียงพอ ควรทบทวนอีกครั้งเมื่อมีหลายสาขา สต็อกหลายคลัง หรือการผลิต

ให้เราช่วยเลือกและวางระบบ

Kerwin & Vance ให้คำปรึกษาการเลือกและวางระบบบัญชีหรือ ERP ตั้งแต่สำรวจกระบวนการ ไปจนถึงการย้ายข้อมูลและควบคุมความถูกต้องหลังเริ่มใช้งาน ดูรายละเอียดบริการบัญชีและรายงานทางการเงินและเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือนัดหมายปรึกษากับเรา