จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อไร: เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท และหน้าที่หลังจดทะเบียน
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นภาษีที่ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเจอเมื่อยอดขายเติบโตขึ้น คำถามที่พบบ่อยคือต้องจดทะเบียนเมื่อไร ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์จดก่อนได้หรือไม่ และหลังจดทะเบียนแล้วมีหน้าที่อะไรบ้าง บทความนี้สรุปเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้

ใครต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทย และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
- ผู้ประกอบการที่รายรับยังไม่ถึงเกณฑ์ สามารถยื่นขอจดทะเบียนโดยสมัครใจได้ เช่น เมื่อลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนิติบุคคลที่ต้องการใบกำกับภาษี
- กิจการบางประเภทได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย เช่น การขายพืชผลทางการเกษตรที่ยังไม่แปรรูปบางรายการ หรือบริการบางประเภท จึงควรตรวจสอบก่อนว่ากิจการของตนอยู่ในขอบเขตใด
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
อัตราที่ใช้ในปัจจุบันคือร้อยละ 7 ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงจากอัตราตามประมวลรัษฎากร และมีการขยายระยะเวลาเป็นช่วง ๆ ตามพระราชกฤษฎีกา ผู้ประกอบการควรติดตามประกาศล่าสุดของกรมสรรพากรเมื่อวางแผนราคาและสัญญาระยะยาว
ขั้นตอนจดทะเบียน
- เตรียมเอกสาร เช่น หนังสือรับรองนิติบุคคล สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการ หลักฐานสถานประกอบการ และแผนที่
- ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.01) ทางอินเทอร์เน็ตหรือที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่
- รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) และแสดงไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานประกอบการ
- ตั้งค่าระบบออกเอกสารและระบบบัญชีให้รองรับการออกใบกำกับภาษีตั้งแต่วันที่มีผล
หน้าที่หลังจดทะเบียน
- ออกใบกำกับภาษี ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ โดยมีรายการครบตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายและผู้ซื้อ เลขที่และวันที่ออก รายละเอียดสินค้าหรือบริการ และจำนวนภาษีที่แยกออกจากราคาชัดเจน
- จัดทำรายงาน ได้แก่ รายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบสำหรับกิจการที่ขายสินค้า
- ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีรายรับ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปหากยื่นแบบกระดาษ และได้รับขยายเวลาเพิ่มเมื่อยื่นทางอินเทอร์เน็ตตามที่กรมสรรพากรประกาศ
- เก็บเอกสาร ใบกำกับภาษีและรายงานไว้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ภาษีซื้อที่นำมาหักไม่ได้
ภาษีซื้อบางประเภทเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่
- ภาษีซื้อที่ไม่มีใบกำกับภาษี หรือใบกำกับภาษีมีรายการไม่ครบถ้วน
- ภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง
- ภาษีซื้อเกี่ยวกับรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน เว้นแต่เป็นกิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรงตามที่กฎหมายกำหนด
- ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- รายรับเกินเกณฑ์แล้วแต่ไม่ได้จดทะเบียนภายในกำหนด ทำให้ต้องรับภาระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
- ออกใบกำกับภาษีล่าช้าหรือออกไม่ตรงกับจังหวะความรับผิดในการเสียภาษี โดยเฉพาะงานบริการที่ความรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระ
- ลืมยื่นแบบ ภ.พ.30 ในเดือนที่ไม่มีรายรับ
- นำใบกำกับภาษีที่ชื่อหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีผิดมาใช้เครดิตภาษีซื้อ
คำถามที่พบบ่อย
รายรับยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ควรจดทะเบียนก่อนหรือไม่
ขึ้นอยู่กับลูกค้าและโครงสร้างต้นทุน หากลูกค้าเป็นนิติบุคคลที่ต้องการใบกำกับภาษี หรือกิจการมีภาษีซื้อสูง การจดทะเบียนก่อนอาจเป็นประโยชน์ แต่ต้องพร้อมรับหน้าที่ออกเอกสารและยื่นแบบทุกเดือน
ถ้ารายรับลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ ยกเลิกการจดทะเบียนได้หรือไม่
สามารถยื่นขอเลิกการจดทะเบียนได้เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น รายรับต่ำกว่าเกณฑ์ต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนด ควรวางแผนร่วมกับผู้ทำบัญชีก่อนยื่นคำขอ
ขายให้ลูกค้าต่างประเทศต้องเสีย VAT หรือไม่
การส่งออกสินค้าและบริการบางประเภทที่ใช้ในต่างประเทศอาจเสียภาษีในอัตราร้อยละ 0 ตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่ผู้ประกอบการยังต้องจดทะเบียน ออกเอกสาร และยื่นแบบตามปกติ
ให้เราช่วยดูแลเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม
Kerwin & Vance ช่วยประเมินความจำเป็นในการจดทะเบียน วางระบบเอกสารทางภาษี และตรวจทานการยื่นแบบรายเดือนให้ถูกต้อง ดูรายละเอียดบริการภาษีอากร หรือนัดหมายปรึกษากับเรา
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป อัตราภาษีและกำหนดเวลาอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ