กรุงเทพมหานคร 095-205-3751 contact@kerwinvance.com

ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt): เริ่มใช้อย่างไรให้ราบรื่น

ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt): เริ่มใช้อย่างไรให้ราบรื่น

ธุรกิจที่ออกใบกำกับภาษีจำนวนมากทุกเดือนรู้ดีว่าค่าพิมพ์ ค่าส่ง และพื้นที่เก็บเอกสารเป็นต้นทุนที่สูงกว่าที่คิด ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) ช่วยลดงานเหล่านี้ และทำให้ข้อมูลภาษีถูกต้องตรวจสอบได้ง่ายขึ้น บทความนี้สรุปสิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้

แผนภาพ 4 ขั้นของใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่จัดทำเอกสาร ลงลายมือชื่อดิจิทัล ส่งให้ลูกค้า และนำส่งข้อมูลต่อกรมสรรพากร
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดทำและรับรองตามมาตรฐาน มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับเอกสารกระดาษ

e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร

คือใบกำกับภาษีและใบรับที่จัดทำ ส่ง และเก็บรักษาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด เมื่อจัดทำถูกต้องตามเงื่อนไข เอกสารนี้มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับเอกสารกระดาษ และใช้เป็นหลักฐานทางภาษีได้ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อ

รูปแบบที่ใช้ได้

  • แบบมาตรฐานที่ลงลายมือชื่อดิจิทัล: จัดทำเป็นไฟล์ตามมาตรฐานที่กำหนด ลงลายมือชื่อดิจิทัลด้วยใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ แล้วนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร ทำเองได้หรือใช้ผู้ให้บริการที่ได้รับอนุมัติ เหมาะกับกิจการที่มีเอกสารจำนวนมาก
  • แบบส่งทางอีเมล (e-Tax Invoice by Email): ส่งเอกสารให้ลูกค้าทางอีเมลพร้อมส่งสำเนาไปยังระบบประทับรับรองเวลาตามที่กำหนด เหมาะกับกิจการขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

ขั้นตอนเริ่มใช้งาน

  1. สำรวจระบบเดิม: ปริมาณเอกสารต่อเดือน โปรแกรมที่ใช้ออกเอกสาร และวิธีส่งให้ลูกค้า
  2. เลือกรูปแบบและผู้ให้บริการ: พิจารณาจากปริมาณเอกสาร งบประมาณ และการเชื่อมต่อกับระบบบัญชี
  3. เตรียมใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์: สำหรับรูปแบบที่ต้องลงลายมือชื่อดิจิทัล
  4. ยื่นคำขอใช้ระบบกับกรมสรรพากร: ตามรูปแบบที่เลือก และรอการอนุมัติก่อนเริ่มออกเอกสารจริง
  5. ปรับแบบฟอร์มและเลขที่เอกสาร: ให้มีรายการครบตามกฎหมายและเลขที่ต่อเนื่อง
  6. ทดสอบและแจ้งลูกค้า: ทดลองกับลูกค้าบางรายก่อน และแจ้งช่องทางรับเอกสารใหม่ให้ชัดเจน
  7. กำหนดวิธีเก็บรักษาไฟล์: เก็บไฟล์ต้นฉบับให้ค้นหาได้และไม่ถูกแก้ไขตลอดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ประโยชน์ต่อธุรกิจ

  • ลดค่าพิมพ์ ค่าจัดส่ง และพื้นที่เก็บเอกสาร
  • ลูกค้าได้รับเอกสารเร็วขึ้น ช่วยให้รับชำระเงินได้เร็วขึ้น
  • ข้อมูลภาษีซื้อและภาษีขายถูกต้องและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย
  • ลดความเสี่ยงเอกสารสูญหายหรือเสียหาย

ข้อควรระวัง

  • การยกเลิกเอกสาร ใบลดหนี้ และใบเพิ่มหนี้ ต้องทำตามขั้นตอนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ไม่ใช่แก้ไฟล์เดิม
  • ข้อมูลลูกค้า เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสาขา ต้องถูกต้องก่อนออกเอกสาร
  • ควรกำหนดสิทธิ์ผู้ออกเอกสารและเก็บประวัติการทำรายการ
  • ช่วงเปลี่ยนผ่านอาจมีทั้งเอกสารกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ ต้องคุมเลขที่ไม่ให้ซ้ำกัน

เชื่อมกับระบบบัญชีให้ได้ประโยชน์เต็มที่

ประโยชน์สูงสุดเกิดเมื่อระบบออกเอกสารเชื่อมกับระบบบัญชีโดยตรง ข้อมูลขายจะถูกบันทึกบัญชีและเข้ารายงานภาษีขายอัตโนมัติ ลดการกรอกซ้ำและความผิดพลาด ฝั่งรับเอกสารจากผู้ขายก็ควรมีขั้นตอนตรวจและนำเข้าไฟล์อิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน

คำถามที่พบบ่อย

ลูกค้ายังต้องการเอกสารกระดาษ ทำอย่างไร

สามารถส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ควบคู่กับการให้ข้อมูลแก่ลูกค้าว่าเอกสารมีผลทางกฎหมาย หากลูกค้าต้องการสำเนาเพื่อใช้งานภายใน ก็พิมพ์จากไฟล์ได้ แต่ควรกำหนดแนวทางให้ชัดว่าเอกสารฉบับใดเป็นต้นฉบับ

ต้องเปลี่ยนทั้งหมดในครั้งเดียวหรือไม่

ไม่จำเป็น หลายกิจการเริ่มจากเอกสารบางประเภทหรือบางสาขาก่อน แล้วค่อยขยายเมื่อระบบและทีมงานพร้อม

เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต้องเก็บนานเท่าไร

ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกับเอกสารกระดาษ โดยเก็บในรูปแบบที่เข้าถึงได้และแสดงได้ว่าไม่มีการแก้ไข

ให้เราช่วยวางระบบเอกสารภาษี

Kerwin & Vance ช่วยวางระบบเอกสารทางภาษีและขั้นตอนการทำงาน รวมถึงการเริ่มใช้ e-Tax Invoice & e-Receipt ให้เชื่อมกับระบบบัญชีอย่างราบรื่น ดูรายละเอียดบริการภาษีอากร หรือนัดหมายปรึกษากับเรา

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป เงื่อนไขและวิธีการอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนดำเนินการ